(ย่อมาจากหนังสือ

ประวัติพระราชพรหมยาน โดยเกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ)
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2460 ประวัติท่านเล่าเอง ตอนเป็นเด็กอายุ 2-3 ปี ท่านแม่ของท่านก็แนะนำแกม
บังคับให้ท่องพุทโธ จนหลับ ไม่ถึง 3 ปี ท่านก็ป่วยฉับพลัน ท้องร่วง ท่านท่องพุทโธ จับภาพพระพุทธรูปเอาไว้ จิตหลวงพ่อก็ออกจากร่างตายไปครั้งที่ 1 ได้ทราบว่าพระอินทร์เคยเป็นพ่อมาชาติก่อน ท่านมาปรากฏให้เห็นตอนเด็กเสมอ โดยเฉพาะเวลากลัวผี
ตายครั้งที่ 2 อายุ 7 ปี ตายด้วยโรคอหิวาตกโรค ก่อนตายท่านแม่ก็เอาพระพุทธรูปมาวางไว้ใกล้ ๆ ให้ภาวนาพุทโธ เห็นภาพพระพุทธรูป กลาย
เป็นพระองค์ยิ้ม มีแสง 6 สี ฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ ดูเพลิน กายในกายก็หลุดออกจากกายเนื้อที่แข็งทื่อเต็มไปด้วยความสกปรก โสโครก แต่ว่ากายใหม่สวดสดงดงามเป็นพิเศษ เนื้อกายเป็นแก้ว แพรวระยับ มีชฎา มีรองเท้างอน ๆ เครื่องประดับก็สวยมาก นึกแปลกใจไม่มีความเจ็บ
ปวดกาย เข้าไปเรียกท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ไม่มีคนสนใจ แต่ไปสนใจในร่างที่หลับตาปี๋ ไม่กระดุกกระดิก มีแต่ความสกปรก โสโครก ได้แอบ
เดินตามขบวน 200 คน มีคนรูปร่างใหญ่นำไป ก็ไปเจอนรกไฟแดงฉาน ก็รู้จักท่านลุง(พญา)ยมราช และนรก ท่านลุงส่งกลับเข้าร่างเดิม สั่งไว้ว่าถ้าต้องการดูนรกให้ภาวนาพุทโธ แล้วนึกถึงท่านลุง หลวงพ่ออายุประมาณ 12 ปี ก็ท่องเที่ยวไปหาท่านลุง(พญา)ยมราช เพื่อเอาคำตอบมา
ให้ท่านยายว่า พระที่ท่านเคารพนับถือ หรือใครก็ตามที่รู้จัก ตายแล้วไปไหน ท่านพญายมราช จะชี้ให้เห็นภาพ จึงได้ทราบว่า พระที่ปฏิบัติไม่ตรง
พระพุทธองค์ทรงสอน ตายแล้วลงนรกมีมาก แต่มีศักดิ์ศรีสูง ชาวบ้านเคารพตอนที่ยังไม่ตาย
ตายครั้งที่ 3 อายุ 14 ปี ทั้งถ่ายทั้งอาเจียน เคลิ้มหลับไป ก็เห็นคน 4 คน กางเกงแดง เสื้อแขนสั้นแค่ศอก สีแดง ผ้าคล้องคอสีแดง มารับ ยืนใกล้ตัว 1
วา มาพิจารณาดู แล้วอีก 2 คนที่เข้ามาก่อน เปิดบัญชีขึ้นว่า " คนนี้เป็นลูกพระอินทร์ ไอ้ใครวางยาไม่ดูหน้าคน ลูกพระอินทร์เอาไปไม่ได้ ขืนเอาไปมีโทษ " ก่อนกลับคนชุดแดงก็ยกมือไหว้ร่างที่เพลียอยู่แหงแก๋อยู่ แล้วหันหลังกลับ ก็วิ่งปรื้ดหนีไป
หลังจากฟื้นมาไม่นาน มารดาท่านเสียชีวิต ท่านก็ไปอยู่กับคุณยายที่บ้าน หน้าวัดเรไร อ.ตลิ่งชัน จ.ธนบุรี ท่านไปอยู่กับคุณยาย เป็นช่วงที่ท่านฝึก
ตนเองเป็นช่างไฟฟ้า ช่างเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ และไปเรียนระนาด เรียนแพทย์แผนโบราณ ไปอยู่กรมทหารเรือ เลยบรรจุเข้าเป็นทหาร อายุ 19 ปี
เป็นเภสัชกรทหาร อยู่กรมแพทย์
หลวงปู่ปานท่านก็เมตตา สอนให้หมดทุกรูปแบบ รวมกับเพื่อนพระของท่านอีก 2 องค์ ชื่อตามที่หลวงปู่ปานเรียกแบบลูกหลวงว่า
หลวงพ่อลิงขาว และหลวงพ่อลิงเล็ก ส่วนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงปู่เรียกว่า ลิงดำ ชื่อนามปากกาของท่าน ที่เขียน
ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคว่า ฤาษีลิงดำ จากนั้นคนทั่วไปก็เริ่มหลั่งไหล ศรัทธาท่านจากหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน
ที่ท่านได้อธิษฐานเอาไว้ ใครก็ตามที่ อดีตชาติเคยเป็นลูกหลานเมื่ออ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ก็ให้มีจิตเลื่อมใสในคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งดิฉันผู้เขียนเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ความเป็นทิพย์ของ
จิตก็ปรากฏขึ้นทันทีว่า หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อ ฤาษีลิงดำ ท่านคือท่านพ่อในอดีตชาติที่ติดตามกันมาในแดนพุทธภูมิ แทบทุกชาติ ชาตินี้ดิฉันเฝ้าติดตามมองหาพระอริยเจ้า ซึ่งเข้าใจถูกต้องตามพระธรรมคำสอน ที่จะสั่งสอนให้ดิฉันปฏิบัติตน เข้าถึงฝั่งแดนพระนิพพาน จิตของดิฉันจึงดีใจอย่างยิ่งที่ได้พบพระบริสุทธิ์ สมเป็นพระอริยสาวกของพระพุทธองค์ ดิฉันจึงขอมอบตัวเป็นลูกศิษย์ท่านจดหมายจากอเมริกาถึง อุทัยธานี
หลวงปู่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อสั่งสอนสัตว์โลก เห็นทุกข์เห็นธรรม ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน และท่านเป็นพระอภิญญา
ท่านก็สอนกรรมฐาน 40 วิปัสสนากรรมฐาน ธุดงค์แบบอุกฤษฏ์ คือเข้าป่าลึก อยู่ได้โดยบิณฑบาตข้าวทิพย์จากเทพเทวดาในป่า ท่านมีประสบการณ์
ติดต่อกับเทพพรหม มีพระอรหันต์ เช่น หลวงปู่พระสังกัจจายมาสอนธรรมะ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาสอน หลังจากที่ท่านลาพุทธภูมิแล้ว
เพราะเห็นว่าชีวิตของพระในผ้าเหลือง วุ่นวาย กลั่นแกล้งกัน ท่านกลัวว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จึงขอลาพุทธภูมิ เป็นสาวกภูมิ เพื่อเข้าสู่พระ
นิพพานในชาติสุดท้ายนี้
ปฏิปทาการปฏิบัติ ท่านเล่าไว้อย่างละเอียดในหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หนังสือ เทป คำสอน มีมาก ท่านเป็นพระที่เปิดเผย ไม่ปิดบังเพื่อต้องการให้ลูกศิษย์ได้มีความรู้มาก ๆ การสอนของท่านก็เป็นมหัศจรรย์อย่างยิ่ง คืออธิบายธรรมะที่สูงด้วยคุณธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคำพูดง่าย ๆ เข้าใจตามประสาชาวบ้าน
ท่านจึงเป็นพระสุปฏิปันโนที่มีคนเคารพบูชาทั้งประเทศและต่างประเทศการเจริญพระกรรมฐานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านเล่า
ให้ลูกศิษย์ฟังโดยละเอียด ในที่นี้จะขอยกเอาเป็นบางส่วน พอให้ท่านผู้อ่านได้เป็นแนวปฏิบัติ ทำแบบนี้
1. อานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับนึกพุทโธ คำภาวนาของท่านมีหลายแบบ เปลี่ยนไปตามที่พระอาจารย์มหากัจจายนะที่เข้าสู่พระ
นิพพานไปแล้ว มีองค์สมเด็จพระพิชิตมาร หลวงปู่ปานที่มรณะภาพไปแล้ว และพระอรหันต์ต่าง ๆ ที่หมดขันธ์ 5 แล้วมาสอน ใช้บทภาวนาอภิญญารวม
เป็นอภิญญาสมาบัติ ภาวนาย่อ ๆ ว่า โสตัดตะอภิญญา ไม่ต้องใช้นิมิตในกสิณ จับลมหายใจเข้าออกถึงที่สุด เป็นฌาน 4 อภิญญาทุกอย่างรวมกัน
ต่อมาที่พระจุฬามณีเจดีย์สถาน องค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่า ควรจะเอาจิตจับพระนิพพานได้แล้ว โดยถือเอานิพพานนิมิตเป็นสำคัญ ภาวนาว่า
นิมิต จิตติ นิมิต จิตตา นิพพาน จิตติ นิพพาน จิตตา จิตจับพระนิพพาน เห็นพระนิพพานใสแจ๋ว มีความเชื่อมั่นในพระนิพพานมากขึ้น ต่อมาพระพุทธ
องค์ให้ภาวนาคาถาปราโมทย์ จะเห็นอะไรที่ตามองไม่เห็น ได้ชัดเจนแจ่มใสเหมือนกลางวัน จับลมหายใจเข้าออก ภาวนาว่า ปราโมทย์ ๆ ๆ จากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนให้เจริญพรหมวิหาร 4 เพื่อกำจัดความโกรธ เจริญอสุภกรรมฐาน มรณัสสติกรรมฐาน
กายคตานุสสติกรรมฐาน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรสวยงาม ยั่งยืน นึกถึงความตายอยู่เสมอ มองดูแต่ละคน สัตว์ มีความวุ่นวาย กายใจเป็นทุกข์ กรรมฐานที่ท่านได้ทิพย์จักขุญาณตอนเด็ก ก็มาคล่อง ตอนนี้คิดอะไร ภาพปรากฏชัดทันที คือเป็นวิชชา พิเศษนอกจากกำจัดกิเลส เครื่องเศร้าหมองออกไปจากจิต ได้แก่
บุพเพนิวาสนุสติญาณ คือ รู้อดีตชาติ เคยเกิดตาย หลายชาติ
จุตูปปาตญาณ คือ รู้ คน สัตว์ ตายแล้วไปเกิดที่ไหน ก่อนเกิดมาจากไหน
อตีตังสญาณ คือ รู้เหตุการณ์ในอดีต ที่ต้องการรู้
อนาคตังสญาณ คือ รู้เหตุการณ์ในอนาคตก่อนที่จะมาถึง
ปัจจุบันนังสญาณ คือ รู้เหตุการณ์ปัจจุบันถึงแม้จะอยู่ไกลแสนไกล
ยถากรรมมุตาญาณ คือ รู้กรรม มีผลสนองกรรมอย่างไร
จากนี้ผู้เขียนจะขอยกเอาข้อความที่หลวงพ่อท่านเล่าให้ลูก หลาน ฟังในปฏิปทาการปฏิบัติธรรมะของท่าน ตอนที่ท่านจบกิจ เป็นพระขีณาสพ
หรือพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนา ท่านเมตตาเปิดเผยให้ลูกศิษย์ได้รู้ เข้าใจ เป็นกำลังที่จะดำเนินรอยตามหลังท่าน เพื่อมรรคเข้าพระนิพพานต่อไป
ผลงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน มหาเถรานุสรณ์ มีมากมาย ท่านสงเคราะห์คน ทางโลก โดยแจกวัตถุ สิ่งของ ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจน สร้างโรงเรียนมัธยมปลาย สร้างถาวรวัตถุ โรงพยาบาลและวัดหลายแห่ง ส่วนทางธรรม ท่านก็เทศนา สั่งสอนให้ประชาชนมี ทาน ศีล สมาธิ ภาวนา
เคารพพระรัตนตรัย สอนให้พิสูจน์ นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อ ผู้อื่นที่เปลี่ยนคำสอนพระพุทธองค์ขึ้นมาใหม่ว่า นรกไม่มี
สวรรค์ไม่มี เทวดาไม่มี ตายแล้วสูญ แม้แต่พระไตรปิฏกก็มีเทวดา พรหม มาฟังพระพุทธองค์เทศนา สั่งสอน พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้เห็นว่าตายแล้วสูญ
คือผู้ที่มีความคิดเห็นผิด ไม่ตรงความจริง
จะขอสรุปผลงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งมีดังนี้
พ.ศ. 2511 บูรณะ ซ่อมแซม สร้างวัดจันทาราม(วัดท่าซุง) ตำบลน้ำซึม ขยายวัดท่าซุง จากเดิมที่มีพื้นที่ 6 ไร่เศษ จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณขึ้นที่
286 ไร่เศษ มีอาคาร ถาวรวัตถุ ก่อสร้าง ทั้งสิ้นเป็นมูลค่า 611 ล้านเศษ
พ.ศ. 2520 ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจน ในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 24 เมษายน 2520 ตั้งมูลนิธิ
หลวงพ่อปาน มหาวีระ ถาวโร
พ.ศ. 2528 หลังจากได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะได้สร้าโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระ
แม้ว่าหลวงพ่อท่านจะมีสุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยมาตลอด แต่จิตใจหลวงพ่อไม่ยอมแพ้มรสุม โรคภัยในร่างกาย ยังคงเดินทางไปประเทศต่าง ๆ
ทั้งยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย สั่งสอนพุทธศาสนิกชนที่สนใจปฏิบัติกรรมฐาน ท่านและคณะได้ฝึกมโนมยิทธิ คือให้มีจิตเป็นทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ
สามารถสัมผัสสิ่งที่ตามองไม่เห็น ได้พิสูจน์พบโลก ภูมิต่าง ๆ นอกจากมนุษย์โลก จะได้ไม่ประมาทในความตาย ให้รีบเร่งทำความดี เพื่อพ้นทุกข์
จากการเวียนว่ายตายเกิด ได้สั่งสอนพุทธบริษัท ศิษยานุศิษย์ ให้มุ่งตัดกิเลส หนีนรก อย่างต่ำให้ยกระดับจิตเป็นพระอริยบุคคลชั้นแรกในพระพุทธศาสนา
คือ พระโสดาบัน ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน และสอนพระกรรมฐาน 40 มหาสติปัฏฐานสูตร ให้ศิษย์เลือกปฏิบัติตามอัธยาศัยได้ พิมพ์หนังสือ
คำสอนหลายอย่าง 50 กว่าเรื่อง บันทึกเทปคำสอน 1000 เรื่อง ยังได้แสดงพระธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ เป็นครั้งคราว
ได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า 30 วัด รวมทั้งบูรณะ ฟื้นฟู วัดท่าซุงด้วยเงิน 600 ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฏก
หนังสือมูลกัจจายน์ และถวายผ้าไตรแก่วัดต่าง ๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 200 ไตร
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2535 พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ได้มรณะภาพด้วย
โรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต ที่โรงพยาบาลศิริราช
