ที่เมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ก็มีตำนานเรื่องการสร้างบ้านแปงเมือง และการล่มของเมือง อันมีความเกี่ยวข้องกับพระฤาษีตาไฟอย่างน่าสนใจ โดยตำนานเมืองศรีเทพเล่าว่า แต่เดิมกษัตริย์เมืองศรีเทพนั้นเป็นลูกศิษย์ของพระฤาษีตาไฟ ร่ำเรียนวิชาความรู้ทุกอย่างจนพระฤาษีตาไฟมีความไว้วางใจเป็นอย่างมาก กระทั่งในที่สุดได้พาไปดูของวิเศษภายในถ้ำ ซึ่งไม่มีใครได้พบได้เห็นมาก่อน ภายในภพลึกของพระฤาษีตาไฟ ที่ใช้บำเพ็ญสมาธิญานมานานแสนนานนั้นได้ซ่อนบ่อวิเศษไว้สองบ่อ บ่อหนึ่ง หากใครลงไปจนตายเหลือแต่ซากกระดูก ส่วนอีกบ่อหนึ่งนั้นเป็นบ่อวิเศษ หากใครลงไปชุบตัวจะเป็นทอง แม้ว่าเอาซากที่ตายแล้วมาชุบก็จะกลับมีชีวิตขึ้นมาอีก พระฤาษีตาไฟใคร่จะลองทดลองให้ศิษย์ดูก็กำชับว่า เมื่อตนลงบ่อแรก จะตายกลายเป็นซากศพ เหลือแต่โครงกระดูก ให้เอาโครงกระดูกของตนไปชุบอีกบ่อหนึ่ง อาจารย์ก็จะฟื้นขึ้นมา หลังจากที่กำชับแล้ว พระฤาษีตาไฟก็ลงไปในบ่อแรก ฉับพลันทันใดร่างของพระฤาษีตาไฟก็มอดไหม้เหลือแต่โครงกระดูกจริงๆ ดังว่า แต่แล้วลูกศิษย์ที่รักของพระฤาษีตาไฟ หลังจากเห็นอาจารย์กลายเป็นซากศพไปแล้ว ก็หาช่วยเหลือไม่ รีบเก็บข้าวของสำคัญหนีกลับเมืองเสียเฉยๆ เพราะคิดไปว่าเมื่อสิ้นอาจารย์ไปแล้ว ตนย่อมเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ไม่มีใครทำอะไรตนได้ ไม่ต้องหวาดกลัว หรือเกรงใจผู้ใดอีกต่อไป ในการต่อมาเวลาผ่านไปเนิ่นนาน พระฤาษีตาวัว ผู้เป็นสหายสนิท ของพระฤาษีตาไฟ รำถึงเหตุไฉนจึงไม่ได้รับการติดต่อจากพระฤาษีตาไฟเลย ไม่เคยขาดหายไปนานเช่นนี้หรือจะมีเรื่องผิดปกติ อาจมีเรื่องร้ายอย่างหนึ่ง อย่างใดเกิดขึ้น กับพระฤาษีตาไฟ ผู้เป็นสหายก็เป็นได้ เมื่อพิจารณาได้เช่นนัน พระฤาษีตาวัวจึงเหาะไปด้วยกำลังฤทธิ์เข้าสู่ถ้ำเคหาของพระฤาษีตาไฟ เมื่อเดินสำรวจลึกลงไปในถ้ำจึงพบซากศพของพระฤาษีตาไฟ อยู่ข้างบ่อน้ำทิพย์น้ำกรด เมื่อเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พระฤาษีตาวัว จึงนำซากศพของพระฤาษีตาไฟชุบยังบ่อน้ำทิพย์ให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพระฤาษีตาไฟมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งจึงเล่าความทั้งหมดให้พระฤาษีตาวัวฟัง พร้อมทั้งเจ็บแค้นใจที่ลูกศิษย์อันเป็นที่รักของตนคิดทรยศจึงถึงกับทำลายชีวิตของตน เมื่อคิดดังนั้นจึงวางอุบายเสกวัวตัวหนึ่งขึ้นมาภายในบรรจุพิษร้ายกาจต่างๆ ไว้จำนวนมาก พระฤาษีตาไฟร่ายเวทปล่อยวัวอ้วนพีตัวนี้เข้าไปในเมือง โดยที่คนในเมืองก็ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในท้องวัวตัวนี้มีอะไรซ่อนอยู่ หลังจากค่ำลงเมื่อปิดประตุเมืองแล้ว วัวดังกล่าวก็ร้องด้วยเสียงอันดังที่สุด ทันใดนั้นท้องของวัวอาคมก็ระเบิดออก พิษอันร้ายกาจได้กระจายออกจากท้องวัวไปทั่วทั้งเมือง เจ้าเมืองที่เป็นลูกศิษย์ของพระฤาษีตาไฟ ก็รู้ได้ทันทีว่าพระอาจารย์ของตนฟื้นแล้ว และบัดนี้กรรมที่ตนก่อก็ตามมาทันแต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะตนเองก็สูดเอาพิษเข้าไปสุดท้ายคนทั้งเมืองก็ล้มตาย เมืองศรีเทพจึงกลายเป็นเมืองร้าง แต่นั้นมา นี่คืออีกหนึ่งตำนาน การสร้างบ้านแปงเมือง และการล่มของเมืองที่มีปรากฏ ชื่อพระฤาษีตาไฟอยู่ด้วยจึงเป็นหลักฐานที่ชวนพิจารณาว่าพระฤาษีตาไฟนี้ อาจจะมีอยู่จริงๆ ในประวัติศาสตร์ก็ได้หามีแต่ชื่ออยู่ในตำนานไม่ จากการพิจารณาตามหลักฐานของประวัติศาสตร์ดังนี้แล้ว ก็พอเห็นได้ว่าพระฤาษีตาไฟ ไม่ใช่นักไสยศาสตร์พื้นบ้านทั่วไป หากเป็นบุคคล ที่เชื่อถือได้ว่าเป็นทรงศีลทรงธรรม เคร่งครัดในฌานสมาบัติ แต่ก็ดุด้วยเช่นกัน และเป็นที่เคารพของกลุ่มชนมาแต่โบราณ ทั้งยังเป็นพระฤาษีที่ ศรัทธาอยู่ในบวรพระพุทธศาสนาด้วย ตามปกติทั่วไปแล้วพระฤาษีย่อมนับถือตามข้างลัทธิพราหมณ์มากกว่าพุทธ แต่อย่างไรก็ตาม พอสรุปได้ว่า ด้วยเหตุที่ศาสนาพุทธเราเองก็เป็นศาสนาที่มีแนวทางการสอนคล้ายกับศาสนาพราหมณ์ คือนับถือเรื่องการบำเพ็ญทางจิต ดังนั้นฤาษีทั้งหลาย จึงมีการนับถือพระพุทธเจ้ารวมไปกับการนับถือพระพรหม พระศิวะ และ พระนารายณ์ มีการบำเพ็ญทางกสิณอภิญญา และมีการพิจารณาตามไตรลักษณ์ไปพร้อมๆ กัน จึงเห็นได้ว่าพระฤาษีคือกลุ่มบุคคลที่ทำการขัดเกลาจิตใจตนเอง เพียงแต่ไม่ได้บวชเป็นสงฆ์เท่านั้น และพระฤาษีเหล่านี้ยังมีบทบาทในด้านพิธีกรรมเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ และทำให้เรารู้อีกว่าการนับถือ พระฤาษีและพระสงฆ์ในสุวรรณภูมินั้นได้มีการนับถือควบคู่กันมาอย่างไม่มีการขัดแย้ง มาเป็นเวลานานนับพันปีมาแล้ว ดังนั้นในรุ่นเราการนับถือพระฤาษีก็น่าจะถือว่าเป็นการนับถือสิ่งสักการะอันเป็นมงคล เป็นการสืบความเชื่อมาจากบรรพบุรุษของเรานั่นเอง |