Home องค์เทพ พระฤาษี พระฤาษีชีวกโกมารภัจจ์

แจกบทสวดมนต์ประจำวันฟรี สำหรับผู้ที่สนใจในการปฏิบัติ สนใจ ++ คลิ๊ก ++

เรียนไพ่ยิปซีออนไลน์ รับดูดวงด้วยไพ่ยิปซี รับงานออกอีเวนท์ และ งานการกุศล ฯลฯ


 พระฤาษีชีวกโกมารภัจจ์

 

 

          สมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ ณ พระเวฬุวันวิหาร พระนครราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธมีเรื่องสืบเนื่องมาจากแคว้นวัชชีมีอานาเขตติดต่อกับแค้วนมคธทางทิศใต้มีเพียงแม่น้ำคงคาเป็นเครื่องกั้นแบ่งเขต แคว้นวัชชีนี้มีเมืองหลวงชื่อว่า พระนครเวสาลี มีความเจริญรุ่งเรื่องมาก และอุดมสมบรูณ์ด้วยอาหารทั้งปวง และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอีกด้วย นอกนี้พระนครเวสาลียังมีอะไรอื่นเป็นพิเศษกว่าพระนครอื่น ๆอีกด้วย นั่นก็คือ "โสเภณี " คือหญิงงามเมือง คำเต็มเรียกว่านครโสเภณี หรือเรียกหญิงประเภทนี้ว่า “คณิกา” แปลว่าหญิงผู้นับเนื่องในหมู่

 
          หญิงผู้เป็นนครโสเภณีของพระนครเวสาลีนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น ชื่อนาง อัมพปาลี เป็นหญิงเลอโฉม รูปร่างทรวดทรงสะคราญเลิศ ชวนให้บุรุษทั้งหลายที่ได้ยลโฉมสิริย่อมเว้นไม่ได้ที่ต้องเกิดความต้องการเสน่หาต่อนาง และนางยังรอบรู้เชี่ยวชาญในคณิกาศิลป์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของหญิงผู้ประกอบอาชีพเป็นนครโสเภณีอีกด้วย นางอัมพปาลี ได้ตั้งค่าตัวของนางไว้ที่ 50 กษาปณ์ นับว่าเป็นเงินที่สูงมาก (1 กษาปณ์ เท่ากับเงินไทย 4 บาท ) บุรุษผู้ร่ำรวยจึงหลั่งไหลมาสู่พระนครเวสาลีเป็นอันมาก
 
          ต่อมาได้มีคณะคหบดีจากชาวพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ คณะหนึ่งเดินทางมาทำธุระบางประการที่พระนครเวสาลี ได้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องและรู้เรื่องราวของนาง อัมพปาลี ซึ่งมีส่วนช่วยให้พระนครเวสาลีมีความเจริญรุ่งเรือง ครั้นเมื่อเสร็จธุระก็เดินทางกลับพระนครราชคฤห์ก็นำความนั้นไปกราบทูลพระเจ้าพิมพิสารให้ทรงทราบโดยละเอียด และได้แนะนำให้มีโสเภณีในพระนครราชคฤห์มั่ง จะได้มีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนอย่างพระนครเวสาลี พระเจ้าพิมพิสารก็เห็นดีด้วย จึงได้บอกให้บรรดาคหบดีไปแสวงหา ให้ได้หญิงงามดั่งนางอัมพปาลี 
 
          ขณะนั้นในพระนครราชคฤห์ ก็มีหญิงสาวรุ่นคนหนึ่ง ชื่อว่า “สาลวดี” มีรูปร่างทรวดทรงงาม ผิวพรรณงดงามยิ่งนัก นับว่าเลอโฉมเป็นเลิศกว่าหญิงอื่น ๆ จึงได้เลือกนางมาเป็นหญิงงามเมือง และได้ช่วยฝึกฝนใน คณิกาศิลป์จนมีความรู้และความชำนาญในเวลาอันไม่นาน ครั้นนางสาลวดีพร้อมที่จะประกอบอาชีพเป็นหญิงงามเมืองของพระนครราชคฤห์แล้ว ก็ได้ประกาศให้ผู้คนรู้ทั่วกัน และนางได้ตั้งค่าตัวไว้ คืนละ 100 กษาปณ์ ก็มีบุรุษทั้งหลายมาจองตัวและรับนางไปสมสู่ด้วยเกือบทุกคืน แทบไม่มีวันเว้นว่าง นางสาลวดีจึงมีรายได้ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว รั้นต่อมามิช้ามินาน นางเกิดความประมาท เพราะขาดการระมัดระวังในการสมสู่กับบุรุษจึงได้ตั้งครรภ์ างจึงคิดว่า ธรรมดาบุรุษทั้งหลายย่อมไม่พอใจและไม่ยินดีที่จะสมสู่กับสตรีที่ตั้งครรภ์ หากมีผู้รู้ว่าตั้งครรภ์ างก็จะเสื่อมจากลาภผลที่เคยได้ นางจึงปกปิดไว้ โดยการเรียกคนเฝ้าประตูมารับคำสั่งว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงอย่ายอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดทุกคนล่วงล้ำผ่านประตูเข้ามาในบ้านเพื่อพบฉันเป็นอันขาดให้บอกว่าฉันป่วยจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวโดยนานวัน คนเฝ้าประตูก็รับสั่ง และยืนยันปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
 
          เวลาผ่านไปนางได้คลอดบุตรเป็นชาย เมื่อนางทราบว่าเป็นชาย ก็เลยตัดสินใจไม่ยอมเลี้ยง เพราะคิดว่าลูกชายไม่สามารถสืบทอดอาชีพโสเภณีต่อไปได้ จึงเรียกสาวใช้คนสนิทให้เอาทารกนี้ใส่ในกระด้งแล้วเอาไปทิ้งที่กองขยะ และอย่าให้ใครเห็นด้วย สาวใช้ก็ทำตามโดยเอาไปทิ้งที่กองขยะในตอนกลางคืน 
 
          ในเวลาเช้าตรู่ได้มีกาฝูงใหญ่บินลงมาจับในกองขยะ แล้วห้อมล้อมร่างทารกนั้นไว้ เพื่อบรรเทาความหนาวเย็น และกันสัตว์ร้าย พอสว่าง บังเอิญเจ้าชาย “อภัย “ พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จออกจากวังของพระองค์ เพื่อไปสู่พระราชวัง ขณะเสด็จผ่านกองขยะทอดพระเนตรเห็นฝูงกาห้อมล้อมอยู่ที่กองขยะเป็นวง และไม่ส่งเสียงร้องตามประสาน่าอัศจรรย์ จึงให้มหาดเล็กผู้หนึ่งไปดู มหาดเล็กไปดูแล้วเห็นชัดเจน ก็กลับกราบทูล บอกว่า ฝูงการุมกันตอมทารกพ่ะย่ะค่ะ ตรัสถามว่า ทารกนั้น เพศหญิงหรือเพศชายและยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายแล้ว ารกเพศชาย เข้าใจว่าเพิ่งเกิด และยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ เจ้าชายอภัย ตรัสว่า ดีแล้วเจ้าจงรีบเอาทารกกลับวัง มอบให้แม่นมช่วยเลี้ยง ทารกจึงได้มีชีวิตอยู่ต่อไป
 
          เพราะเหตุที่เจ้าชายอภัยตรัสถามมหาดเล็กในวันที่พบทารกนี้ โดยพระวาจาว่า “ ชีวติ ภเณ หมายความว่า ยังเป็นอยู่หรือ ?” จึงได้ขนานนามเรียกทารกนี้ในต่อมาว่า “ชีวก”  หมายความว่า เป็นอยู่  ยังไม่ตาย และชีวกกุมารนี้ เจ้าชายอภัยได้ทรงโปรดให้บำรุงเลี้ยงไว้ จึงได้มีชื่อสกุลว่า “โกมารภัจจ์ ซึ่งหมายความว่า อันเจ้าชายให้เลี้ยงไว้  ฉะนั้นทารกนี้จึงมีชื่อตัวและสกุลที่มีผู้รู้และเรียกกันตั้งแต่นั้นสืบมาจนกระทั่งบัดนี้ว่า “ ชีวกโกมารภัจจ์
 
          ครั้นชีวกเจริญวัยขึ้น พอจะทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า ก็คิดแสวงหาศิลปวิทยาไว้เลี้ยงตัว จึงได้เดินทางไป ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์แพทย์ทิศาปาโมกข์ ที่เมืองตักสิลา ศึกษาอยู่ 7 ปี อยากทราบว่าเมื่อใดจะเรียนจบ อาจารย์ให้ ถือเสียมไปตรวจดูทั่วบริเวณ 1 โยชน์รอบเมืองตักสิลา เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวยา ชีวกหาไม่พบ กลับมาบอกอาจารย์ ๆ ว่า สำเร็จการศึกษามีวิชาพอเลี้ยงชีพแล้ว และมอบเสบียงเดินทางให้เล็กน้อย ชีวกเดินทางกลับยังพระนครราชคฤห์เมื่อ เสบียงหมดในระหว่างทาง ได้แวะหาเสบียงที่เมือง สาเกต โดยไปอาสารักษาภรรยาเศรษฐีเมืองนั้นซึ่งเป็นโรคปวด ศีรษะมา 7 ปี ไม่มีใครรักษาหาย ภรรยาเศรษฐีหายโรคแล้ว ให้รางวัลมากมาย หมอชีวกได้เงินมา 16,000 กษาปณ์ พร้อมด้วยทาสทาสีและรถม้าเดินทางกลับถึงพระนครราชคฤห์ นำเงินและของรางวัลทั้งหมดไปถวายเจ้าชายอภัยเป็น ค่าปฏิการะคุณที่ได้ทรงเลี้ยงตนมา เจ้าชายอภัยโปรดให้หมอชีวกเก็บรางวัลนั้นไว้เป็นของตนเอง ไม่ทรงรับเอา และ โปรดให้หมอชีวกสร้างบ้านอยู่ในวังของพระองค์ ต่อมาไม่นานเจ้าชายอภัยนำหมอชีวกไปรักษาโรคริดสีดวงงอกแด่ พระเจ้าพิมพิสาร จอมชนแห่งมคธทรงหายประชวรแล้ว จะพระราชทานเครื่องประดับของสตรีชาววัง 5๐๐ นางให้ เป็นรางวัล หมอชีวกไม่รับ ขอให้ทรงถือว่าเป็นหน้าที่ของตนเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงโปรดให้หมอชีวกเป็นแพทย์ ประจำพระองค์ ประจำฝ่ายในทั้งหมด และประจำพระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข หมอชีวกได้รักษาโรค ร้ายสำคัญหลายครั้ง เช่น
 
          ผ่าตัดรักษาโรคในสมองของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ ผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้ของบุตรเศรษฐี เมืองพาราณสี รักษาโรคผอมเหลืองแด่พระเจ้าจัณฑปัชโชตแห่งกรุงอุชเชนี และถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าใน คราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจากภูเขาเพื่อหมายปลงพระ ชนม์ชีพ หมอชีวกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ปรารถนาจะไปเฝ้าวันละ 2-3 ครั้ง เห็นว่าพระเวฬุวันไกลเกินไปจึงสร้าง วัดถวายในอัมพวันคือสวนมะม่วงของตนเรียกกันว่า ชีวกัมพวัน (อัมพวัน ของหมอชีวก) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเริ่มน้อมพระทัยมาทางศาสนา หมอชีวกก็เป็นผู้แนะนำให้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า 
 
          ด้วยเหตุที่หมอชีวกเป็นแพทย์ประจำคณะสงฆ์และเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่ เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุให้ มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษา ตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติข้อ ห้ามมิ ให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรคบางชนิด นอกจากนั้นหมอชีวกได้กราบทูลเสนอให้ทรงอนุญาตที่จงกรมและเรือนไฟ เพื่อเป็นที่บริหารกายช่วยรักษาสุขภาพของภิกษุทั้งหลาย หมอ ชีวกได้รับพระดำรัสยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดา อุบาสกผู้เลื่อมใสในบุคคล


Add this page to your favorite Social Bookmarking websites
Reddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! TwitThis Joomla Free PHP
 

Design by | Me Design Studio