Home องค์เทพ เทพฮินดู ประวัติพระตรีมูรติ

แจกบทสวดมนต์ประจำวันฟรี สำหรับผู้ที่สนใจในการปฏิบัติ สนใจ ++ คลิ๊ก ++

เรียนไพ่ยิปซีออนไลน์ รับดูดวงด้วยไพ่ยิปซี รับงานออกอีเวนท์ และ งานการกุศล ฯลฯ

ประวัติพระตรีมูรติ PDF พิมพ์

 

ประวัติของเทพตรีมูรติ
เทพตรีมูรติเป็นรูปหนึ่งของพระวิษณุ (นารายณ์) ในศาสนาฮินดู ที่รวมเทพทั้งสามไว้ในพระองค์ มีพระเศียร 3 เศียร แทนพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ เป็นการรวมพลังของเทพทั้งสามไว้ในร่างเดียว ได้แก่ การสร้างโลก เป็นพลังของพระพรหม รักษาโลก เป็นพลังของพระวิษณุ (นารายณ์) และทำลายโลก เป็นพลังของพระอิศวร (ศิวะ) ซึ่งการรวมตัวกันของ พลังทั้งสามคือการแสดงออกของพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง หากมองตามความหมายในทางธรรม ความเชื่อของศาสนาฮินดูแล้ว การบูชาเทพตรีมูรติคือ การที่บุคคลนั้นกำลังบูชาเพื่อรับรู้ และเข้าถึงสภาวธรรมทั้งสามอันได้แก่ การสร้าง การดำรงอยู่ และแตกสลายไปของสิ่งทั้งปวง ต่อมาความเชื่อที่สืบทอดกันมาในแต่ละยุคแต่ละสมัยมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาต่อเนื่องกันมาตามลำดับ เทพตรีมูรติ ได้รับการเทิดทูนจนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการประทานความรัก และความสมหวังให้มวลมนุษย์ผู้ถวิลหาความรักไปแล้วในปัจจุบัน

 

กำเนิดพระตรีมูรติ

ตรีมูรติ คือ เทพสูงสุด 3 องค์ของศาสนาฮินดูคือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม

เมื่อก่อนที่จะมี พระศิวะนั้น ในจักรวาลมีแต่ความมืดและว่างเปล่า ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน มีเพียงสิ่งเดียวที่ปรากฏ คือ สัตพรหมณ์ เป็นโยคีผู้เป็นอมตะ เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเริ่มต้นและสิ้นสุดหรือดับสูญ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นที่รวมแห่งสรรพปัญญาและความรู้ทั้งมวล แต่ไม่มีรูปร่าง มีแต่ความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งทั้งหลายขึ้นมา จึงบังเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาจากพลังงานและอำนาจของความรู้และปัญญาที่มีอยู่ ล่องลอยไปทุกหนทุกแห่ง มองเห็นได้ รูปร่างนี้เป็นจุดกำเนิดของสิ่งทั้งหลายที่จะเกิดตามมาภายหลัง เป็นรูปร่าง ในสภาวะจิต เป็นพรหมสูงสุด บรรดานักปราชญ์ และฤๅษีในสมัยโบราณได้ขนานนามรูปร่างนี้ว่า พระศิวะ จากนั้นพระศิวะได้สร้างสิ่งต่างๆให้เกิดตามมา โดยการแบ่งภาคมาจากพระองค์เอง โดยให้เกิดเป็นหญิงคือนางอุมาเทวี ซึ่งเป็นมารดาแห่งเทพทั้ง 3 คือ พระวิษณุ พระพรหม และพระศิวะ มีพระศิวะเป็นเทพสูงสุด และได้สร้างศิวะโลกเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อสร้างสิ่งต่างๆแล้ว พระองค์จำเป็นต้องมีการคุ้มครองสิ่งเหล่านั้น และทำลาย สิ่งที่ไม่ดีออกไป เหลือไว้แต่สิ่งที่ดี พระองค์จึงทรงหลั่งน้ำอำมฤตลงบนซีกด้านซ้าย และเกิดชีวิตใหม่ขึ้นมา และประทานนามให้ว่าพระวิษณุ(หรือพระนารายณ์ แปลว่า ผู้มีแผ่นน้ำเป็นที่อาศัย เนื่องจากพระวิษณุลงไป พักผ่อน อยู่ในน้ำ) โดยให้มีหน้าที่คอยคุ้มครองรักษาสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา แล้วพระองค์ก็จะ เปลี่ยนเป็น พระผู้ทำลาย คือทำลายสรรพสิ่งที่ไม่ดี แก้ไขไม่ได้ โดยมีดวงตาที่ 3 อยู่บนหน้าผากซึ่งปิดสนิท ถ้าลืมตาขึ้นมาก็ จะเกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญทุกสิ่ง

ใน ขณะที่พระวิษณุบรรทมอยู่ในน้ำ ก็ได้เกิดมีดอกบัวผุดออกมาจากสะดือ ซึ่งเป็นพระบัญชาของพระศิวะ และ พระศิวะได้หลั่งน้ำอำมฤตลงบนซีกขวาเพื่อให้ได้ชีวิตใหม่คือ พระพรหม และใส่ไว้ในดอกบัวนั้น พระพรหม หรือพระ ผู้เกิดมาจากดอกบัว ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาได้อย่างไร และใครเป็นผู้สร้าง เมื่อออกมาจากดอกบัวแล้ว ได้เขย่า ดอกบัวจึงบังเกิดเป็นมนุษย์ชาติ และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ชาวฮินดูจึงเรียกพระพรหมว่า พระผู้สร้าง พระ วิษณุได้กล่าวปลอบพระพรหมโดยเรียกพระพรหมเป็นเด็กน้อย เพราะถือว่าเกิดมาจากดอกบัวในสะดือของพระองค์เอง พระพรหมเมื่อถูกเรียกอย่างนั้นก็ไม่พอใจ จึงเกิดการรบกันขึ้น ร้อนไปถึงพระศิวะ เมื่อทราบว่าเทพ ทั้ง 2 กำลัง ต่อสู้กันอยู่ จึงเสด็จมา ณ. สถานที่ที่กำลังรบกันอยู่ โดยแปลงตัวเป็นเสาไฟขนาดใหญ่ ซึ่งหาที่สิ้นสุดมิได้ทั้งบนและล่าง แล้วมาปรากฏอยู่ระหว่างเทพทั้ง 2 เสาไฟนี้ มีความร้อนมาก ทำให้เทพทั้ง 2 หมดสติไป

เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ให้แปลกใจในความใหญ่โตหาที่สิ้นสุดมิได้ เทพทั้ง
2 จึง พนันกันว่า ถ้าใครค้นหาจุดสิ้นสุดได้ก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ และผู้แพ้จะยอมกราบไหว้บูชา พระพรหมจึงแปลงร่างเป็นหงส์ บินขึ้นไปหาส่วนยอดด้าน บน พระวิษณุแปลงร่างเป็นสุกรขุดดินลงไปหาปลายที่ด้านล่าง ด้านพระพรหมในร่างของหงส์ เมื่อบินขึ้นไปก็หา จุดสิ้นสุดมิได้ แต่ได้พบดอกเกตุขึ้นอยู่ที่ส่วนหนึ่งของเสาไฟ จึงได้กลับลงไปพร้อมดอกเกตุนั้นฝ่ายพระวิษณุ เมื่อไม่พบอะไรก็กลับขึ้นไปยังที่เดิม และพบพระพรหมนำดอกเกตุลงมาจากข้างบน ก็เข้าใจว่าพระพรหมพบส่วน ยอดแล้ว ซึ่งพระพรหมโกหกว่าพบจริง โดยมีดอกเกตุเป็นพยาน พระวิษณุก็ยอมแพ้และกราบไหว้บูชาพระพรหม ตามสัญญา

เมื่อเรื่องกลายมาเป็นเช่นนี้ พระศิวะจึงได้คืนร่างมาดังเดิม และชำระความให้แก่เทพทั้ง
2 โดยกล่าว ชมว่า พระวิษณุเป็นเทพที่มีความซื่อสัตย์ จึงยกให้พระวิษณุเป็นเทพเสมอพระองค์ สามารถที่จะมีโบสถ์และพิธีกรรมทางศาสนาเป็นของตนเองได้ ส่วนพระพรหมซึ่งเป็นผู้ไม่ซื่อสัตย์ พระศิวะได้ทำโทษ โดยการตัดเศียรทั้ง 5 แต่พระวิษณุได้ขอร้องไว้ จึงตัดไปเพียง 1 เศียรเหลืออยู่ 4 เศียร และไม่อนุญาตให้ขึ้นมาเป็นเทพเทียบเท่าพระองค์ และไม่ให้มีโบสถ์และพิธีกรรมทางศาสนาเป็นของตนเอง แต่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพระศิวะ และเป็น ผู้สร้างมนุษยชาติจึงอนุญาตให้มีศาลหรือเทวสถานอยู่นอกโบสถ์และให้พระพรหม เป็นประธานของพิธีบวงสรวงทั้งมวลส่วนดอกเกตุที่มีส่วนร่วมนั้น พระศิวะได้ห้ามนำมาใช้ในการบูชากราบไหว้


วันที่พระศิวะคืนร่างจากเสา ไฟ ชาวฮินดูเรียกว่าวันศิวะราตรี และจะทำพิธีบูชาในลิงคสถาน

“พระ ตรีมูรติ” เป็นอวตาลหนึ่งของพระวิษณุ ที่รวมเทพทั้งสามไว้ในพระองค์ มีพระเศียร 3 เศียร แทน พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ มีสุนัข 4 ตัวซึ่งเป็นตัวแทนพระเวททั้ง 4 และแม่โคศักดิ์สิทธิ์ 1 ตัวคอยติดตาม

กล่าวคือ การรวมพลัง ของเทพเจ้าทั้งสามได้แก่ “พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ” ไว้ในรูปเดียวหรือร่างเดียว อาวุธ และพาหนะ ที่ปรากฏในภาพคือ อาวุธ และพาหนะ ประจำองค์เทพเจ้าทั้ง 3 องค์นั่นเอง “พระตรีมูรติ” จึงมีพลังของเทพเจ้าทั้งสามในรูปเดียวคือ การสร้างโลก เป็นพลังของพระพรหม รักษาโลก เป็นพลังของพระวิษณุ และ ทำลายโลก เป็นพลังของพระอิศิวะ การรวมตัวกันของ “พลังทั้งสาม” คือการแสดงออก ของปรมาตมัน พลังอันยิ่งใหญ่ ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง

มองตามความหมายทางธรรม ของความเชื่อในศาสนาฮินดูแล้ว การบูชา “พระตรีมูรติ” คือการที่บุคคลนั้น กำลังบูชาเพื่อรับรู้ และเข้าถึง สภาวธรรมทั้งสามอันได้แก่ การสร้าง การดำรงอยู่ และแตกสลายไปของสิ่งทั้งปวง (ไตรลักษณ์ : ทุกขํ อนิจฺจํ อนตฺตา) แต่เดิมความเชื่อ ในยุคต้นของพระตรีมูรติ แบ่งได้มาตั้งแต่ยุคพระเวทตอนต้น ยุคพระเวทตอนปลาย และ ตรีมูรติ ในศาสนาฮินดูยุคใหม่ ซึ่งความเชื่อที่ส่งผ่านมา ในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนากันต่อเนื่องตามลำดับ

เมื่อพลังทั้ง 3 มารวมกัน จึงเท่ากับการแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง ดังนั้น เทวะทั้ง 3 จึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังทางธรรมชาติ พลังสร้าง พลังบำรุง พลังทำลาย ซึ่งพลังทั้งสามนี้ มักจะทำเป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ว่า 'โอม' สำหรับคำสวดบูชาเทพตรีมูรติที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี คือ

คำ ว่า 'โอม' มาจาก 'มะ' แทนองค์พรหม 'อะ' แทนองค์วิษณุ 'อุ' แทนองค์ศิวะ เพราะฉะนั้นการเอ่ยคำว่า 'โอม' จึงเท่ากับเป็นการเอ่ยนามของเทพทั้ง 3 ซึ่งเชื่อกันว่า จะทำให้ได้รับพรอันประเสริฐจากเทพเจ้า นี่จึงเป็นที่มาของ คนส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อกันว่า หากบูชา "พระตรีมูรติ" จะมีความหมายที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งในชีวิต ความรัก และการงาน

การบูชา พระตรีมูรติ เพื่อขอพรความรักนั้น เครื่องบูชาควรจะเป็นดอกกุหลาบสีแดง 9 ดอก เนื่องจากเป็น สัญลักษณ์แห่งความรัก หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นสัญลักษณ์ของโลกียะ ความเป็นมงคลและพลังชีวิต หรือจะเป็นพวงมาลัยดอกกุหลาบ 1 พวง ก็ได้ พร้อมกันนี้ต้องมีธูปสีแดงอีกจำนวน 9 ดอก และเทียนสีแดง 1 เล่ม หรือ 1 คู่ก็ได้ ซึ่งหากเป็นเทียน 1 คู่นั้น กรณีสำหรับผู้ที่มีคู่อยู่แล้ว จะถือเคล็ดด้วยการต้องประกบให้เทียนทั้ง 2 เล่ม แนบชิดกัน เพื่อความแนบแน่น ในชีวิตรัก แต่หากใครยังไม่มีคู่ อาจสื่อความหมายไปที่ว่า เพื่อไม่ให้ชีวิตรัก โดดเดี่ยว มีคู่โดยเร็ว

คาถาบูชาพระตรีมูรติ
(ก่อนสวดบูชาต่อพระตรีมูรติต้องสวดมนต์กับพระพิฆเนศก่อนเสมอ)

สามารถสวดบูชาพระตรีมูรติด้วยมนต์บูชาเทพทั้งสามแยกกัน คือ
พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ
โดยสวดทั้งสามพระองค์แยกกัน สามารถเรียงท่านใดขึ้นก่อนก็ได้
หรือเลือกสวดมนต์สำหรับบูชาพระตรีมูรติโดยเฉพาะดังต่อไปนี้...
สามารถเลือกสวดบทใดบทหนึ่ง หรือสวดหลายๆ บทร่วมกันได้

1. โอม ทัตตาเตรยะ นะมะฮา

2. โอม ศรี สัตกุรุ ทัตตาเตร ยายะ นะมะฮา

3. โอม ศรี ชยะ คุรุ ทัตตะ นะโม นะมะ

4. โอม ทัตตาเตรยะ วิดมาเฮ / อะตรี ปุตรายะ ดีมาฮี
ตันโน ทัตตะ ประโจตยาต

5. โอม สารวะ อะพาระทะ นาศายะ / สารวะ ปาปะ หะรายะ ชะ
เดวา เดวายะ เดวายะ / ศรี ทัตตาเตรยะ นะโมสตุเต

6. คุรุพรหมมา คุรุวิษณุ คุรุเทโว มเหศวรา
คุรุสักชัท ปรพรหมมา / ทัศไมศรี คุรุเว นะมะฮา

7. โอม ชยะ ลาภาธิขะรา ศรี ทัตตะสัตวัม
หริ โอม ตัต สัต ชยะ คุรุทัตตา โอม

8. สารวะ อาปะราทะ นาศายะ
สารวะ ปาปะ หะรายะ ชะ
เดวา เดวายะ เดวายา
ศรี ทัตตาเตรยะ นะโม สตุเต

9. โอม ศรี ปรพรหมมา ศรี ปรมัทมะเน นะมะฮา
อุบัตติ สิทธิ ประลายะ กะรายะ พรหมมา
หะริหะรายะ ตะรุปุนาทะมานา
สารวะ เกาธุกา นิธาระศายะ ธาระศายะ
ทัตตะเตรยา นะมะฮา
ตันธระ มันธระ สิทธิ คุรุ สวาหะ

10. บทสวดพระตรีมูรติ ที่ปรากฎ ณ ศาลพระตรีมูรติหน้า Centralworld กรุงเทพ
สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล)
กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย
ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว
จึงขอพระจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ (...ขอพร...)
เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า
ตุ มหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้า
ฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา
ปัญจวีสติ ภยันจะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ
อุบัติ อันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ
วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ พระตรีมูรติ...

 



Add this page to your favorite Social Bookmarking websites
Reddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! TwitThis Joomla Free PHP
 

Design by | Me Design Studio