|
ธรรมมะกับความรัก |
| คู่หญิงชายนั้นมีหลายแบบ ไม่ได้มีแต่คู่เวรกับคู่แท้ คำว่า ‘คู่แท้’ จะทำให้คุณนึกถึงเพศตรงข้ามที่ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ เป็นตัวเป็นตนจับจองกันอย่างถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งธรรมชาติไม่ได้มีอะไรอย่างนั้น ตามกฎเหล็กข้อแรกสุดคือ ‘ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป’
| | | หากหันมาใส่ใจกับคำว่า ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บาป’ แทน อย่างนี้จะเห็นอะไรกระจ่างขึ้น เพราะคนเราทำบุญทำบาปสลับกันได้ ไม่มีใครทำบุญทำบาปร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตลอดไป และนั่นก็แปลว่าคู่บุญอาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป ส่วนคู่บาปก็อาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ
| | | พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเหตุปัจจัยทั้งอดีตและปัจจุบันประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ บุญที่สร้าง ‘คู่บุญ’ ขึ้นมาจะเหมือนๆกัน
| | | อันที่จริงแล้ว ความรักแบบคู่สร้างคู่สม หรือเนื้อคู่กัน มันต้องมีเหตุมีปัจจัยของมัน ความรักเกิดมาจากเหตุใดบ้าง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ 2 ประการ อย่างนี้ คือ ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน 1 ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน 1 เหมือนอุบล (อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำฉะนั้น.” ถ้าเราจะรักกันให้มีความสุข ควรจะรักแบบบริสุทธิ์ใจมากกว่า คือคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ถ้ารักแบบจะเอาให้ได้ เพื่อครอบครองอย่างเดียว เมื่อไม่ได้แล้ว มันจะเป็นทุกข์ เศร้า เสียใจ สมดังพุทธพจน์ว่า “ความโศกเกิดแต่ความรัก ภัยคือความกลัวเกิดแต่ความรัก
| | | ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ความกลัวจักมีแต่ที่ไหน” ที่ไหนมีรัก..ที่นั้นมีทุกข์ จริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อมีรัก สักพักก็ต้องพลัดพลาดจากคนรักไป ทนกล้ำกลืน ฝืนทน ร้องห่มร้องให้จากคนที่รัก รักมากก็มากน้ำตา รักมากก็มากทุกข์ นี่แหละหนอ ความรักบางคราวคือยาพิษ การที่จะลืมคนที่เรารัก อาจยากเย็นเกินทำใจ แต่การเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ยากเย็นยิ่งกว่า..แต่ต้องทำ จะอย่างไรก็ตาม ชีวิตฆราวาสผู้ครองเรือน ก็หนีไม่พ้นการมีคู่ครอง ดังนั้นจึงมีหลักธรรม สำหรับคู่ครองให้อยู่ด้วยกันอย่างยืนยาว
| | |
|